วิธีเลือกซื้อหลอดประหยัดไฟให้ตอบโจทย์การใช้งานกับทุกห้องในบ้าน
‘แสงสว่าง’ เป็นปัจจัยสำคัญในการอยู่อาศัยในทุกสถานที่ ซึ่งปัจจุบันผู้คนก็ให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อหลอดประหยัดไฟ เพื่อให้ได้ทั้งแสงสว่าง เหมาะสมกับแต่ละห้องและไม่เปลืองไฟ วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการเลือกซื้อหลอดประหยัดไฟให้เหมาะสมกับห้องต่าง ๆ ในบ้าน ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจเทคโนโลยีหลอดไฟประเภทต่าง ๆ
ประเภทของหลอดไฟ แบบไหนประหยัดไฟมากที่สุด
- หลอดอินแคนเดสเซนต์ (Incandescent) หรือ ‘หลอดไส้’: ทำงานโดยการให้กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านไส้หลอดที่ทำจากทังสเตน ทำให้เกิดความร้อนและเปล่งแสงออกมา แต่อายุการใช้งานสั้น ค่อนข้างกินไฟ
- หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) หรือ ‘หลอดตะเกียบ’: ให้ความสว่างจากการอาศัยพลังงานของแสงอัลตราไวโอเลต มีประสิทธิภาพให้แสงสว่างสูง มีหลากหลายสีให้เลือกใช้ แต่อายุการใช้งานสั้น และมักให้อุณหภูมิความร้อนสูง
- หลอดไดโอดเปล่งแสง (Light Emitting Diode) หรือ ‘หลอด LED’: ถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยพลิกโฉมวงการแสงสว่าง เพราะสามารถให้แสงที่สว่างมาก ในขณะที่ใช้พลังงานต่ำกว่าหลอดประเภทอื่น ประหยัดพลังงาน และมีอายุการใช้งานนาน
เปรียบเทียบค่าไฟของหลอดไฟแต่ละประเภท
จากข้อมูลการเปรียบเทียบ เราจะเห็นได้ว่าหลอดแต่ละแบบมีการใช้พลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อค่าไฟรายเดือนอย่างชัดเจน ดังนี้:
| ประเภทหลอดไฟ | กำลังไฟฟ้า (วัตต์) | ค่าไฟประมาณการ (บาท/เดือน) |
|---|---|---|
| หลอดไส้ | 150W | 360 บาท |
| หลอดนีออน (CFL) | 80W | 192 บาท |
| หลอด LED | 45W | 108 บาท |
หมายเหตุ: คำนวณจากการใช้งาน 8 ชม./วัน ค่าไฟหน่วยละ 4 บาท โดยหลอดไฟ LED 45 W ใช้ไฟน้อยที่สุดแต่ให้แสงสว่างที่เทียบเท่ากับหลอดประเภทอื่น
วิธีเลือกหลอดประหยัดไฟที่มีสีของแสงให้เหมาะกับห้อง
สีของแสงในแต่ละหลอดมีความแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการมองเห็นและสร้างบรรยากาศที่ต่างกันออกไป:
- หลอดไฟสี Warm White: มอบแสงในโทนส้ม อบอุ่น เหมาะสำหรับห้องนอน ห้องน้ำ ห้องรับแขก ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
- หลอดไฟสี Cool White: เป็นแสงโทนสีขาวสว่าง โทนสีเย็น เหมาะกับห้องที่ต้องการความมีสีสันชัด เช่น บริเวณโต๊ะกินข้าว ช่วยให้อาหารน่าทาน
- หลอดไฟสี Day Light: โทนสีมาตรฐานที่ใกล้เคียงแสงธรรมชาติ มองเห็นชัด สีไม่เพี้ยน เหมาะกับห้องทำงาน โต๊ะเครื่องแป้ง หรือห้องน้ำ
การเลือกซื้อตามมาตรฐานความปลอดภัย
หลอดไฟ LED ถือเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นควรเลือกหลอดที่ได้มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยและประหยัดพลังงาน:
- เครื่องหมาย มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม)
- ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 คือระดับที่ประหยัดไฟมากที่สุด
- ระดับการป้องกัน (IP Rating) เช่น IP20, IP44, IP65 หรือ IP66 ตามลักษณะการติดตั้ง
6 วิธีประหยัดค่าไฟที่ทำได้ง่ายๆ แต่ได้ผลจริง
- ใช้หลอดไฟ LED: เพราะให้ความสว่างมาก แต่กินไฟน้อย และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าหลอดไส้ถึง 25-50 เท่า
- ปิดไฟทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้งาน: นอกจากจะประหยัดไฟแล้ว ยังช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านอีกด้วย
- ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้ง: หลังเลิกใช้งานเพื่อช่วยป้องกันการเกิดไฟฟ้ารัดวงจร
- เลือกอุปกรณ์ที่มีฉลากเบอร์ 5: มาตรฐานที่มั่นใจได้ในการประหยัดพลังงานที่ได้มาตรฐานตามที่ กฟผ. กำหนด
- จัดระเบียบตู้เย็นใหม่: ไม่ให้แน่นเกินไป เพราะการที่ใส่ของจนแน่นจะทำให้ตู้เย็นทำงานหนัก
- ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม: ประมาณ 25-26 องศาเซลเซียส ไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป