ทีดีอาร์ไอชี้ 4 ปัญหาต้นตอขอใบอนุญาตก่อสร้าง กทม.ล่าช้า และกรณีศึกษาการเพิกถอนใบอนุญาตโครงการแอชตัน อโศก
ทีดีอาร์ไอร่วมองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันศึกษา ‘ระเบียบใบอนุญาตก่อสร้าง กทม.’ ชี้ 4 ปัญหาใหญ่ทำให้การขออนุญาตก่อสร้างใน กทม.ล่าช้า ‘เปิดช่องรับส่วย’ เพิ่มต้นทุน 1,252 ลบ.ต่อปี ซึ่งการขออนุญาตก่อสร้างเป็นปัญหามาโดยตลอดและเป็นปัญหาทั่วประเทศไม่ใช่เฉพาะ กทม. แต่ทีดีอาร์ไอได้ศึกษาเฉพาะกรณีการขออนุญาตก่อสร้างใน กทม. ผลการศึกษาที่ทีดีอาร์ไอพบคือ การก่อสร้างของภาคเอกชน มีมูลค่า 3.4% ของ GDP แต่ความสะดวกในการขออนุญาตก่อสร้างยังมีปัญหาอยู่ โดยคะแนนประเมินของไทยยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากพบปัญหาความล่าช้าและยังมีความเสี่ยงต่อการทุจริต
เจาะลึก 4 ปัญหาการขออนุญาตก่อสร้างในกรุงเทพมหานคร
จากการศึกษาพบว่าปัญหาหลักประกอบด้วย 4 เรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจ ดังรายละเอียดในตารางต่อไปนี้:
| ปัญหาหลัก | รายละเอียดของปัญหา |
|---|---|
| 1) ไม่เร็ว | การขออนุญาตใช้เวลานาน ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมจำนวนมาก |
| 2) ไม่ชัด | กฎหมายไม่ชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจมาก และหลายครั้งดุลยพินิจไม่เหมาะสม |
| 3) ไม่เชื่อม | เอกสารและข้อมูลไม่เชื่อมกัน สร้างภาระแก่ประชาชนต้องยื่นเอกสารหลายชุด และต้องไปมาหน่วยงานภาครัฐ |
| 4) ไม่ทันสมัย | การยื่นเอกสารทางออนไลน์ยังไม่สะดวก เจ้าหน้าที่เน้นการพิจารณาจากกระดาษ |
แนวทางแก้ไขด้วยมาตรการ “4 เพิ่ม”
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ นำเสนอแนวทางในการปรับปรุงการขออนุญาตก่อสร้างของ กทม. ภายใต้แนวความคิด “4 เพิ่ม” คือ:
- 1. เพิ่มความเร็ว: แก้ไขกฎหมายรองรับนายตรวจเอกชนแทนเจ้าหน้าที่รัฐที่มีจำนวนจำกัด และแก้ไขกฎหมายเพื่อปรับปรุงเวลาในการพิจารณาอนุญาตตามระดับความเสี่ยงของอาคาร
- 2. เพิ่มความชัดเจน: เพิ่มความชัดเจนของกฎหมายและระบบการขออนุญาต เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ จัดทำคู่มือแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน และพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง e-submission
- 3. เพิ่มการเชื่อมข้อมูล: เพิ่มการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปหลายหน่วยงาน และยื่นเอกสารหลายชุด
- 4. เพิ่มความทันสมัย: ส่งเสริมการใช้เอกสารดิจิทัล พัฒนาระบบงานติดตามการขออนุญาตออนไลน์ และนำระบบ BIM (Building Information Modeling) มาใช้โดยเร็ว
กรณีศึกษาโครงการ “แอชตัน อโศก”: บทเรียนจากการออกใบอนุญาตที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2566 ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้ “เพิกถอน” ใบอนุญาตก่อสร้าง “แอชตัน อโศก” (Ashton Asoke) ซึ่งเป็นคอนโดสูง 51 ชั้น มีห้องพัก 783 ยูนิต มูลค่าโครงการ 6,481 ล้านบาท โดยประเด็นสำคัญที่ศาลวินิจฉัย คือ ที่ดินทางเข้า-ออกอาคารแอชตัน อโศก เป็นที่ดินของ รฟม. มาจากการเวนคืน จึงไม่อาจนำมาให้เอกชนใช้ในการประกอบการได้
เมื่อไม่สามารถนำที่ดินทางเข้า-ออกมาใช้ได้ การที่หน่วยงานของรัฐ (กทม.) ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร จึงขัดกับ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ที่อาคารสูงต้องมีด้านใดด้านหนึ่งของที่ดินยาวไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร ส่งผลให้ใบอนุญาตก่อสร้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกใบอนุญาต
ความคืบหน้าและแนวทางการแก้ไขสำหรับเจ้าของโครงการ
คุณชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า กทม. โดยสำนักงานเขตวัฒนา จะส่งหนังสือยกเลิกหนังสือแจ้งก่อสร้างอาคารแอชตัน อโศก โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- อนันดา เจ้าของโครงการ มีเวลา 30 วัน เพื่อยื่นหนังสือแจ้งขออนุญาตก่อสร้างใหม่ ตามมาตรา 41 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
- อนันดา ต้องมีรายละเอียดการแก้ไขปรับปรุงทางเข้า-ออกอาคาร ให้ถูกต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร คือ ต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร
- หากเจ้าของโครงการไม่สามารถดำเนินการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องใช้มาตรา 42 คือรื้อถอนอาคาร
ผลกระทบต่อผู้พักอาศัยและลูกบ้าน
ปัจจุบันแอชตัน อโศก มีจำนวนยูนิตที่โอนกรรมสิทธิ์ไปแล้ว 668 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 5,653 ล้านบาท ฝั่งตัวแทนนิติบุคคลอาคารชุดและลูกบ้านได้เรียกร้องให้บริษัทอนันดาแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยลูกบ้านจ่อฟ้องค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 5,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่าเจตนารมณ์กฎหมายเปิดทางให้แก้ไขได้ และไม่มีแนวคิดขณะนี้ว่าต้องทุบอาคารทิ้ง