ไขความจริงตึกถล่ม: ตรวจสอบความโปร่งใสและมาตรฐานการก่อสร้างอาคาร สตง. แห่งใหม่
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่มีภารกิจตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่างบประมาณแผ่นดินจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง โปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน แต่ทว่าจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ทำให้ อาคารแห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างพังถล่มราบลงมาทั้งหลัง ภายใน 8 วินาที
กรณีอาคารที่ทำการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ความสูง 30 ชั้น งบประมาณ 2,136 ล้านบาท พังถล่มครืนลงมาทั้งหมด หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา ขนาด 8.2 ริกเตอร์ ที่ส่งผลทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนมายังประเทศไทย ทำให้ สตง. ที่มีสมัญญานามว่า “ผู้พิทักษ์เงินแผ่นดิน” ถูกตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใส ความถูกต้องของโครงการและมาตรฐานการตรวจสอบการก่อสร้างอาคารจากประชาชน ประชาสังคม และสื่อมวลชน
การตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยรัฐบาล
เงื่อนปมสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ อาคารที่ทำการ สตง.แห่งใหม่ดังกล่าว พังถล่มลงมา ว่า เป็นเพราะ แผ่นดินไหว หรือ ความผิดพลาดในการออกแบบสร้างอาคาร นั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในส่วนของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีการคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นทางการ พร้อมรายงานผลให้รับทราบภายใน 7 วัน
ล่าสุด คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มีการประสานงานภายในมายัง สตง. ขอเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารดังกล่าวทั้งหมด เพื่อนำไปประกอบการตรวจสอบ ขณะที่ สตง.ได้มีการรวบรวมเอกสารทั้งหมดจำนวนหลายพันแผ่น ส่งมอบให้คณะกรรมการฯ ไปแล้ว ซึ่งประกอบด้วย:
- เอกสารจัดทำโครงการและการขออนุมัติงบประมาณ
- ข้อกำหนดการดำเนินงานตามมาตรฐานการก่อสร้างอาคาร
- แบบแปลนการก่อสร้างอาคาร
- ข้อกำหนดเงื่อนไขสัญญาต่างๆ
7 ประเด็นข้อสงสัยและพิรุธสำคัญ
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบความเป็นไปได้ของการทุจริตหลายจุดและความบกพร่องใน 7 ประเด็นใหญ่ ประกอบด้วย:
- บริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างมีประวัติด่างพร้อย: ผู้รับจ้างหลักมีประวัติพัวพันกับการทุจริตในต่างประเทศและถูกขึ้นบัญชีดำของธนาคารโลก
- นอมินีและฮั้วประมูล: พบปัญหาการใช้นอมินีเพื่อจัดตั้งบริษัท และอาจจะเข้าข่ายฮั้วประมูล
- มาตรฐานวัสดุอุปกรณ์และแบบก่อสร้าง: มีการแก้ไขแบบวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างที่อาจส่งผลต่อความมั่นคง
- การปกปิดข้อมูล: ขาดความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลโครงการ
- ออกแบบหรูหราฟุ่มเฟือย-ราคาแพง: การจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์และการตกแต่งอาคารมีส่วนต่างจำนวนมหาศาล
- ปลอมแปลงเอกสาร ลายมือลงนาม: “วิศวกร” ถูกปลอมลายเซ็นคุมงานตึก สตง. ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างรอปรึกษาฝ่ายกฎหมาย
- ขาดความมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม: ประชาชนไม่มีส่วนในการตรวจสอบโครงการตั้งแต่ต้น
ข้อมูลผู้รับจ้างและผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการ
โครงสร้างบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ 3 งาน ด้วยงบประมาณรวมกว่า 2,560 ล้านบาท มีรายละเอียดดังนี้:
| บทบาท | รายชื่อบริษัท/กลุ่มร่วมค้า | วันที่ลงนามสัญญา |
|---|---|---|
| ผู้ออกแบบ | กลุ่มร่วมค้า บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด และบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด | 9 ต.ค. 2561 |
| ผู้ควบคุมงาน | กิจการร่วมค้า PKW (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด, บริษัท ว. และสหายคอลซัลแตนตส์ จำกัด, บริษัท เคพี คอนชัลแทนส์ จำกัด) | 14 ม.ค. 2564 |
| ผู้รับจ้างก่อสร้าง | กิจการร่วมค้า ITD-CREC (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด) | 23 พ.ย. 2563 |
ความไม่ชอบมาพากลของผู้รับเหมา
บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด (CREC No.10) เป็นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจจีน ซึ่งมีประวัติการทำงานด่างพร้อยร้ายแรง เช่น โครงการสร้างสะพานซิกิริที่พังถล่มในประเทศเคนยา และคดีพัวพันกับการทุจริตในเปรู จนถูกระงับโครงการใน พ.ศ. 2566 ถึงจะมีประวัติบกพร่องในต่างประเทศ แต่กลับได้รับความไว้วางใจจากภาครัฐของไทยรับงานมากถึง 29 สัญญาในช่วงปี 2562-2567
การแก้ไขสัญญาและลดความหนาผนังปล่องลิฟต์
สตง. ได้ออกแถลงข่าวชี้แจงกรณีการปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์ (Core Lift) ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของอาคาร โดยมีการ ปรับลดความหนาผนังปล่องลิฟต์จาก 30 เหลือ 25 ซม. ในบางจุด
สาเหตุของการปรับแก้ระบุว่า ผู้รับจ้างก่อสร้างพบว่าแบบงานโครงสร้างขัดกับแบบงานสถาปัตยกรรมภายใน ทำให้ทางเดินมีความกว้างไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง สตง. จึงดำเนินการแก้ไขสัญญาโดยมีรายละเอียดดังนี้:
- ปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์ (CORE LIFT) จากความหนา 0.30 เมตร เป็น 0.25 เมตร
- เพิ่มปริมาณเหล็กเสริมให้มั่นคงแข็งแรงตามหลักการทางวิศวกรรม
- รายการงานที่เปลี่ยนแปลงมีราคาลดลงเป็นจำนวนเงิน 515,195.36 บาท
อย่างไรก็ตาม จากหลายกรณีชี้ให้เห็นว่า ตึกถล่มไม่ใช่เหตุสุดวิสัยแต่อาจมาจากความผิดพลาดและทุจริตในการสร้าง ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการและมาตรฐานการก่อสร้างที่พบข้อบกพร่องและพิรุธหลายจุด ทั้งงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงการปลอมแปลงเอกสารลายเซ็นวิศวกร