ผังบ้านและขั้นตอนการสร้างบ้านที่เจ้าของบ้านต้องรู้
เจ้าของบ้านควรดูผังบ้านให้เป็น เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบแนวผังบ้านว่าถูกต้องตามแบบหรือไม่ ระยะถอย ระยะร่นเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดหรือเปล่า และจะได้พูดคุยกับสถาปนิก วิศวกร และผู้รับเหมาได้อย่างถูกต้องชัดเจน
ผังบ้านคืออะไรและความสำคัญอย่างไร
การวางผังบ้าน ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญก่อนจะลงมือก่อสร้างบ้านบ้าน เพื่อให้เจ้าของบ้าน สถาปนิก วิศวกร และผู้รับเหมาได้มีความเข้าใจตรงกัน การวางผังบ้าน คือ การกำหนดตำแหน่งและขอบเขตของบ้านที่จะสร้าง ว่าบ้านจะอยู่ ซ้าย ขวา หน้า หลัง ของที่ดินโดยอ้างอิงจากแบบก่อสร้างให้สัมพันธ์กับขนาดแปลงที่ดิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของบ้าน และความเหมาะสมของสถานที่เป็นสำคัญ ซึ่งการวางผังบ้านให้ถูกต้องตามทิศทางลมและแสงแดด จะช่วยลดการใช้พลังงานในบ้านได้ โดยสรุปความสำคัญได้ดังนี้:
- ช่วยให้กระบวนการก่อสร้างบ้านราบรื่น
- ช่วยควบคุมงานก่อสร้างได้อย่างเต็มที่
- วางตำแหน่งของบ้านได้ตรงตามแบบก่อสร้างที่ออกแบบไว้
- ระยะถอย ร่น เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
ขั้นตอนการตรวจสอบและวางผังบ้าน
เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้อง เจ้าของบ้านควรตรวจสอบตามหัวข้อสำคัญ ดังนี้:
| หัวข้อการตรวจสอบ | รายละเอียดการดำเนินการ |
|---|---|
| ตรวจสอบหมุดและเขตที่ดิน | ตรวจสอบหมุดหลักเขตกับโฉนดที่ดิน ว่ามีครบถ้วนหรือไม่ ระยะแนวเขตที่ดินกับโฉนดที่ดินและแบบก่อสร้างว่าขัดแย้งกันหรือไม่ |
| ตรวจสอบระดับและแนวอาคาร | ตรวจสอบระดับดินถมสถานที่จริงเทียบกับแบบผังบริเวณสัญญา และตรวจสอบแนว Grid Line ตัวอาคารที่อ้างอิงกับแนวเขต |
| ตรวจสอบโครงสร้างและเสาเข็ม | ตรวจสอบส่วนที่ยื่นของอาคารและหลังคา ตรวจสอบศูนย์กลางเสา ระยะระหว่างเสา และจำนวนหมุดแสดงตำแหน่งเสาเข็ม |
| การจัดทำหมุดหลักฐาน | ทำหมุดหลักฐาน และระดับอ้างอิงถาวร พร้อมตรวจสอบระดับอ้างอิงบวก/ลบ 0.00 ที่กำหนดในแบบก่อสร้าง |
นอกจากนี้ควรตรวจสอบสถานที่ข้างเคียงพร้อมถ่ายรูปส่วนที่อาจเกิดความเสียหายในการทำงานไว้เป็นหลักฐานก่อนเริ่มงาน
10 ขั้นตอนการสร้างบ้านสำหรับเจ้าของบ้าน
การปลูกบ้าน หรือสร้างบ้านใหม่ จะไล่จากล่างขึ้นบน กล่าวคือต้องเริ่มจากโครงสร้างเสาเข็ม ฐานราก จากนั้นจะเป็นงานโครงสร้างจากชั้นหนึ่ง และชั้นสองตามลำดับ แล้วจึงติดตั้งหลังคา ก่อผนัง เตรียมงานระบบ จนเมื่องานโครงสร้างเรียบร้อยก็จะเป็นงานตกแต่ง โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้:
1. เตรียมพื้นที่สร้างบ้าน
เมื่อมีแบบก่อสร้างบ้าน และทำสัญญากับผู้รับเหมาเรียบร้อยแล้ว ทางผู้รับเหมาจะเริ่มเข้าหน้างานเตรียมพื้นที่ กำหนดจุดวางและขนย้ายเครื่องมืออุปกรณ์ หากมีบ้านเดิมจะต้องรื้อถอนออกก่อน หรือหากเป็นที่ดินเปล่าจะมีการขอน้ำและไฟฟ้าชั่วคราวสำหรับใช้งาน
2. งานวางผังอาคาร
เมื่อเตรียมพื้นที่เรียบร้อย จะเริ่มวางผังแนวอาคารซึ่งเป็นการกำหนดตำแหน่งของเสาเข็มโดยอ้างอิงจากแบบ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจที่ตรงกัน ในขั้นตอนนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับระยะต่างๆ ให้เหมาะสมได้เนื่องจากอาจพบอุปสรรคที่หน้างาน
3. งานเสาเข็ม
การตรวจสอบคุณภาพเสาเข็มต้องทดสอบความแข็งแรง (Load Test) สามารถรับน้ำหนักได้ตามมาตรฐาน ไม่เยื้องศูนย์ ผู้รับเหมางานเสาเข็ม และผู้รับเหมาหลักต้องยืนยันระดับฐานรากให้ตรงกันก่อนส่งต่องาน
4. งานฐานรากโครงสร้างชั้นล่าง
ผู้รับเหมาหลักจะเริ่มงานส่วนโครงสร้างฐานราก ซึ่งประกอบด้วยฐานรากและเสาตอม่อ จากนั้นจึงขึ้นโครงสร้างชั้น 1 ซึ่งประกอบด้วย คานคอดิน เสา คาน และพื้นชั้นล่าง ในระหว่างขั้นตอนนี้ จะมีการขุดดินเพื่อวางระบบสุขาภิบาล เช่น บ่อพัก ระบบท่อน้ำทิ้ง ท่อประปา เป็นต้น
5. งานโครงสร้างชั้นสอง โครงหลังคา และโครงสร้างงานระบบสุขาภิบาล
งานโครงสร้างชั้นสองก็ทำเช่นเดียวกับโครงสร้างชั้นล่าง ทั้งเสา คาน อเส (คานหลังคา) และจะเริ่มขึ้นโครงหลังคา เช่น โครงหลังคาเหล็ก หรือโครงหลังคาสำเร็จรูป ในส่วนของงานระบบประปาและสุขาภิบาลจะถูกติดตั้งในช่วงนี้โดยสมบูรณ์เพื่อเตรียมการเดินท่อเข้าภายในบ้าน
6. งานมุงหลังคา และโครงสร้างบันได
เมื่องานโครงสร้างหลักเสร็จเรียบร้อย จะเริ่มติดตั้งวัสดุมุงหลังคาเพื่อให้ภายในบ้านมีร่มเงาและลดอุปสรรคจากลมฟ้าอากาศในการทำงาน ในช่วงนี้จะเริ่มหล่อโครงสร้างบันไดคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือติดตั้งบันไดเหล็กตามที่แบบระบุ
7. งานก่อผนัง ติดตั้งวงกบไม้ประตู-หน้าต่าง และงานระบบไฟฟ้า-ประปา
เมื่อมุงหลังคาเรียบร้อย จะเข้าสู่ขั้นตอนการก่อผนังและหล่อเสาเอ็น-คานเอ็น ซึ่งในช่วงนี้จะเดินท่องานระบบต่างๆ ที่ฝังในผนังไปด้วย ทั้งระบบไฟฟ้าและประปา รวมถึงติดตั้งวงกบไม้ประตูหน้าต่าง ตามตำแหน่งที่ระบุตามแบบ
8. งานฉาบผนัง และงานติดตั้งฝ้าเพดาน
ในงานฉาบผนังก่ออิฐ จะเริ่มดำเนินการหลังจากติดตั้งระบบและวงกบเรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการตกแต่งและติดตั้งฝ้าเพดานในลำดับถัดไป
การสร้างบ้านโดยมีเจ้าของบ้านเป็นผู้ควบคุมและหมั่นตรวจงานก็จะช่วยให้ในอนาคตเกิดปัญหาตามมาได้น้อยลง