ค่าจ้างทำของหัก ณ ที่จ่ายอย่างไร?
ค่าจ้างทำของคืออะไร
ค่าจ้างทำของ คือ ค่าตอบแทนที่ผู้ว่าจ้างจ่ายให้แก่ผู้รับจ้าง เพื่อตอบแทนผลสำเร็จของงานที่ผู้รับจ้างตกลงทำให้ตามสัญญาจ้างทำของ โดยผู้รับจ้างจะต้องทำงานให้สำเร็จตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา
ความแตกต่างระหว่างสัญญาจ้างทำของ และสัญญาจ้างแรงงาน
หลักการสำคัญของสัญญาจ้างทำของก็คือผลสำเร็จของงานที่ผู้รับจ้างจะต้องทำให้สำเร็จตามที่ตกลง ซึ่งแตกต่างจากสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่ได้มุ่งเน้นความสำเร็จของงาน นอกจากนี้ความแตกต่างของสัญญาทั้ง 2 รูปแบบมีความแตกต่างกันหลายประการทั้งในเรื่องของ กฎหมายที่ใช้บังคับ, ลักษณะของงาน, วัตถุประสงค์, ความสัมพันธ์, ค่าตอบแทน, เครื่องมือ/อุปกรณ์, ความเสี่ยง, สิทธิประโยชน์, การเลิกสัญญา
เปรียบเทียบความแตกต่างตามประเภทสัญญา:
- สัญญาจ้างทำของ: มุ่งเน้นความสำเร็จของงานเป็นหลัก และมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายคงที่
- สัญญาจ้างแรงงาน: ไม่ได้มุ่งเน้นความสำเร็จของงาน และมีวิธีการหักภาษีที่แตกต่างกัน
อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายของค่าจ้างทำของ
ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้จ่าย อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายของสัญญาจ้างทำของอยู่ที่ 3%
ยกตัวอย่างเช่น: บริษัท A ว่าจ้างให้บริษัท B ต่อเติม Office มูลค่า 100,000 บาท เมื่อบริษัท B ได้ทำงานแล้วเสร็จตามสัญญา บริษัท A ก็ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัท B 97,000 โดยหัก ณ ที่จ่ายไว้ 3,000 บาท (3% ของมูลค่าตามสัญญา) เพื่อนำส่งสรรพากรในเดือนถัดไป
ทั้งนี้ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายของสัญญาจ้างทำของจะแตกต่างจากสัญญาจ้างแรงงาน หากเป็นสัญญาจ้างแรงงานจะหัก ณ ที่จ่ายตาม อัตราก้าวหน้า
ข้อควรระวังเกี่ยวกับค่าจ้างทำของ
ค่าจ้างทำของ กับ การซื้อขายสินค้า นั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งเราจำเป็นต้องแยกให้ออกระหว่าง “การจ้างทำของ” กับ “การซื้อขายสินค้า” เนื่องจากการซื้อขายสินค้าโดยทั่วไปไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- การจ้างทำของ: มุ่งเน้นการผลิตหรือสร้างสรรค์สิ่งของตามคำสั่งเฉพาะของผู้ว่าจ้าง โดยผู้รับจ้างอาจใช้วัสดุของตนเองเป็นหลัก
- การซื้อขายสินค้า: เป็นการซื้อขายสินค้าสำเร็จรูป หรือสินค้าที่มีการผลิตเป็นปกติธุระอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นการสั่งผลิตตามความต้องการเฉพาะเจาะจง
สรุปคือ เมื่อผู้ว่าจ้าง (นิติบุคคล) จ่ายชำระเงินให้แก่ผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างทำของ มีหน้าที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 3%