ชำแหละโครงสร้างค่าไฟฟ้าและแผนขับเคลื่อนสมาร์ทกริดของประเทศไทย
หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างของอัตราค่าไฟฟ้า 4.72 บาท/หน่วย ที่การไฟฟ้าเรียกเก็บกับประชาชนทุกเดือน แต่ละหน่วยมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างกันไปแล้ว ยังมีประเด็นที่มีการพูดถึงกันมากในแวดวงนักวิชาการด้านพลังงานและภาคประชาชน คือ เรื่องค่าพร้อมจ่าย หรือ “ค่า AP” และเงินสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบของค่า “Adder” หรือ “Feed in Tariff (FiT)” ที่การไฟฟ้าจ่ายให้ผู้ผลิตไฟฟ้า
โครงสร้างปัจจัยที่มีผลต่ออัตราค่าไฟฟ้า
จากข้อมูลโครงสร้างของอัตราค่าไฟฟ้าที่จัดทำโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราค่าไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
- กลุ่มแรก: เป็นต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า ประกอบไปด้วย ต้นทุนค่าเชื้อเพลิง เช่น ก๊าซธรรมชาติ, ถ่านหิน, น้ำมันเตา และดีเซล รวมทั้งค่ารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
- กลุ่มที่ 2: ประกอบไปด้วย ต้นทุนค่าระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. 0.24 บาทต่อหน่วย, ต้นทุนระบบจำหน่ายของการไฟฟ้า 0.51 บาท/หน่วย, ค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ 0.20 บาท/หน่วย และชำระหนี้คืน กฟผ. อีก 0.22 บาท/หน่วย
- กลุ่มที่ 3: เป็นเงินลงทุนค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้า และค่าบำรุงรักษา หรือที่เรียกว่า “ค่าพร้อมจ่าย” หรือ “ค่า AP” ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคนต้องจ่ายให้กับผู้ผลิตไฟฟ้า
ตารางสรุปสัดส่วนต้นทุนค่าไฟฟ้าเฉลี่ย:
| รายการต้นทุน | มูลค่า (บาท/หน่วย) | สัดส่วน (%) |
|---|---|---|
| ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิง | 3.27 | 62.33% |
| ค่าพร้อมจ่าย (ค่า AP) | 0.80 | 15.24% |
| ต้นทุนระบบจำหน่าย (กฟน./กฟภ.) | 0.51 | 9.73% |
| ต้นทุนระบบส่ง (กฟผ.) | 0.24 | 4.58% |
| ชำระหนี้คืน กฟผ. | 0.22 | 4.24% |
| ค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ | 0.20 | 3.89% |
รายละเอียดค่าพร้อมจ่าย (Availability Payment)
ค่าพร้อมจ่าย หรือ ค่า AP ในการเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ เป็นค่าเตรียมความพร้อมที่ กฟผ. ต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้า โดยโรงไฟฟ้าจะเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจ่ายเข้าระบบหรือไม่ กฟผ. ก็ต้องจ่ายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยค่า AP คิดมาจาก 1) เงินลงทุนที่สะท้อนต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า 2) ค่าใช้จ่ายในการผลิตและบำรุงรักษา และ 3) ต้นทุนค่าเชื่อมโรงไฟฟ้ากับระบบส่งของ กฟผ.
แผนขับเคลื่อนสมาร์ทกริด พ.ศ. 2565 - 2574
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้จัดทำ แผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย ระยะปานกลาง พ.ศ. 2565 - 2574 โดยแบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก ประกอบด้วย
- เสาหลักที่ 1 : การตอบสนองด้านโหลดและระบบบริหารจัดการพลังงาน (DR & EMS)
- เสาหลักที่ 2 : การพยากรณ์ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน (RE Forecast)
- เสาหลักที่ 3 : ระบบไมโครกริดและโปรซูเมอร์ (Microgrid & Prosumer)
- เสาหลักที่ 4 : ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS)
- เสาหลักที่ 5 : การบูรณาการยานยนต์ไฟฟ้า (EV Integration)
การพยากรณ์ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE Forecast)
การพยากรณ์ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน (RE Forecast) เป็นเสาหลักในการพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความชาญฉลาดมากขึ้น และมีส่วนสำคัญในการวางแผนการเดินโรงไฟฟ้าและการใช้โครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่เข้ามาต่อเชื่อมกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าปริมาณมากในอนาคต เป้าหมายสำคัญคือการเกิดใช้งานระบบพยากรณ์ที่ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้า SPP, VSSP รวมถึง Prosumer-Aggregator
ตารางเป้าหมายสำคัญในการดำเนินงาน (Milestone):
| ระยะเวลา | เป้าหมายสำคัญ (Key Milestone) | รูปแบบการพยากรณ์ |
|---|---|---|
| 1 – 2 ปี | พยากรณ์ครอบคลุม SPP ทั้งประเทศแบบรวมศูนย์ | แบบรวมศูนย์กลาง |
| 3 – 5 ปี | โรงไฟฟ้า SPP ทุกโรงพยากรณ์ได้เอง และเริ่มนำร่อง VSPP > 1 MW | แบบรวมศูนย์กลาง |
| 6 – 10 ปี | การพยากรณ์แบบกระจายศูนย์รายภูมิภาค และ VSPP ทุกโรงพยากรณ์ได้เอง | แบบแยกจากศูนย์กลาง |
| มากกว่า 10 ปี | การพยากรณ์แบบรายพื้นที่ Prosumer-Aggregator ทุกขนาดพยากรณ์ได้เอง | แบบแยกจากศูนย์กลางและแบบกระจาย |
แผนการดำเนินงานนี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ สามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน และช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถมุ่งไปสู่พลังงานสะอาดและลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2065 - 2070 ตามกรอบแผนพลังงานชาติ