ระบบบำบัดน้ำเสีย: ความหมาย ประเภท และการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี
ระบบบำบัดน้ำเสีย หมายถึง การกำจัดหรือทำลายสิ่งปนเปื้อนในน้ำเสียให้หมดไป หรือ เหลือเล็กน้อยที่สุดให้ได้มาตรฐานที่กำหนด และ ไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ก่อนจะไปที่ การบำบัดน้ำเสีย เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า น้ำเสีย กันก่อนว่าหมายถึงอะไร น้ำเสีย หมายถึง น้ำที่มีสิ่งเจือปนต่าง ๆ ในปริมาณที่สูง จนกระทั่งกลายเป็นน้ำที่ไม่เป็นที่ต้องการและนำพาความรังเกียจของคนทั่วไป ซึ่งน้ำเสียก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น แม่น้ำ ลำคลอง ก่อให้เกิดการเน่าเหม็น หรือเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำ
ประเภทของน้ำเสีย
น้ำเสียที่มาจากแหล่งต่าง ๆ จะมีสารที่อยู่ในน้ำเสียไม่เหมือนกัน ซึ่งสามารถสรุปประเภทของน้ำเสียแบ่งออกได้ดังนี้:
- น้ำเสียประเภทที่มีสารอนินทรีย์
- น้ำเสียประเภทที่มีสารอินทรีย์
- น้ำเสียประเภทที่แพร่กระจายเชื้อโรค
- น้ำเสียที่มีโลหะหนักเป็นพิษ
- น้ำเสียที่มีสารกัมมันตภาพรังสี
- น้ำเสียที่มีความเป็นกรด เบสสูง
- น้ำเสียที่มีอิฐ หิน ดิน ทราย ปะปนอยู่
โดยการแบ่งประเภทของน้ำเสียจะทำให้การเลือกระบบบำบัดน้ำเสียนั้นง่ายขึ้น แต่การจะเลือกระบบบำบัดน้ำเสียจำเป็นต้องหาลักษณะสมบัติต่าง ๆ ของน้ำเสียก่อนเสมอ
ประเภทของระบบบำบัดน้ำเสียและข้อดี-ข้อเสีย
ในปัจจุบันนี้ระบบบำบัดน้ำเสียเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับ โรงงานอุตสาหกรรมหรือชุมชน โดยสามารถแบ่งได้ 6 ประเภท ดังนี้
1. ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อปรับเสถียร (Stabilization Pond)
เป็นระบบการบำบัดน้ำเสียที่จะอาศัยธรรมชาติในการบำบัดสารอินทรีย์ที่อยู่ในน้ำเสีย โดยจะสามารถแบ่งการทำงานได้ 3 แบบ คือ บ่อแอนแอโรบิค บ่อแฟคคัลเททีฟ และบ่อแอโรบิค
- ข้อดี: ค่าก่อสร้างและค่าดูแลรักษาถูก การเดินระบบไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน
- ข้อเสีย: ต้องใช้พื้นที่ก่อสร้างจำนวนมาก หากออกแบบไม่ดีอาจเกิดกลิ่นเหม็นได้
2. ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อเติมอากาศ (Aerated Lagoon หรือ AL)
เป็นระบบบำบัดน้ำเสียที่จะต้องอาศัยหลักการเติมอากาศหรือออกซิเจนจากเครื่องเติมอากาศ เพื่อเพิ่มออกซิเจนในน้ำให้มีปริมาณที่เพียงพอ สามารถบำบัดน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความสกปรกค่อนข้างมากได้เป็นอย่างดี
- ข้อดี: ค่าลงทุนในการก่อสร้างต่ำแต่ประสิทธิภาพของระบบสูง มีกากตะกอนและกลิ่นเหม็นเกิดขึ้นน้อย
- ข้อเสีย: มีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่ากระแสไฟฟ้าสำหรับเครื่องเติมอากาศ มีค่าซ่อมบำรุงและค่าดูแลรักษาเครื่องเติมอากาศ
3. ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์ (Constructed Wetland)
เป็นบ่อบำบัดน้ำเสียที่อาศัยกระบวนการตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับการใช้บำบัดน้ำเสียจากชุมชน มีวิธีการบำบัดที่ไม่ซับซ้อน และไม่ต้องใช้เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียขั้นสูง
- ข้อดี: ช่วยลดปริมาณสารอินทรีย์ ของแข็งแขวนลอย และสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ
- ข้อเสีย: พืชที่นำมาปลูกไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามต้องการ อาจถูกรบกวนจากสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร
4. ระบบบำบัดน้ำเสียแบบแอกทิเวเต็ดสลัดจ์ (Activated Sludge Process)
เป็นวิธีการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีการทางชีววิทยา โดยใช้แบคทีเรียพวกที่ใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ ถังสำหรับเติมอากาศ และถังตกตะกอน
- ข้อดี: สามารถบำบัดน้ำเสียได้ทั้งชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม มีพัฒนาการใช้งานหลากหลายรูปแบบ
- ข้อเสีย: การเดินระบบมีความยุ่งยาก และซับซ้อน ต้องควบคุมภาวะแวดล้อมและลักษณะทางกายภาพต่างๆ
5. ระบบบำบัดน้ำเสียแบบแผ่นจานหมุนชีวภาพ (Rotating Biological Contactor; RBC)
ระบบบำบัดน้ำเสียทางชีววิทยา ทำให้น้ำเสียไหลผ่านตัวกลางลักษณะทรงกระบอกวางจุ่มอยู่ในถังบำบัด จุลินทรีย์ที่อาศัยติดอยู่กับตัวกลางจะใช้ออกซิเจนจากอากาศย่อยสารอินทรีย์ในน้ำเสีย
- ข้อดี: มีการดูแลและบำรุงรักษาง่าย ค่าบำรุงรักษาต่ำ ใช้พลังงานในการเดินระบบน้อย
- ข้อเสีย: ราคาเครื่องจักรอุปกรณ์มีราคาแพง เพลาแกนหมุนชำรุดบ่อย แผ่นจานหมุนชีวภาพเสียหายง่าย
6. ระบบบำบัดน้ำเสียคลองวนเวียน (Oxidation Ditch)
เป็นระบบที่ใช้แบคทีเรียพวกที่ใช้ออกซิเจนเป็นตัวหลักในการย่อยสลายสารอินทรีย์ เพิ่มจำนวนการเจริญเติบโตก่อนที่จะทำการแยกออกจากน้ำเสียโดยใช้วิธีการตกตะกอน
- ข้อดี: มีประสิทธิภาพในการบำบัดสูง สามารถบำบัดไนโตรเจนได้เป็นอย่างดี
- ข้อเสีย: มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและดำเนินการสูง ใช้พื้นที่จำนวนมากและต้องมีผู้ควบคุมระบบที่มีความรู้
สิ่งที่ต้องปฎิบัติในการดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย
เนื่องจาก ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย เป็นระบบที่อาศัยธรรมชาติเป็นตัวการบำบัด จึงต้องดูแลระบบบำบัดน้ำเสียและการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้:
- การควบคุมดูแลการระบายน้ำให้สม่ำเสมอ
- การตัดหญ้ารอบคันบ่อ: ควรทำเดือนละ 1 ครั้ง
- การตรวจสภาพอุปกรณ์: ตรวจสภาพท่อส่งน้ำเสีย สภาพบ่อ เครื่องมือต่าง ๆ ตรวจสอบการรั่วซึมทุกวัน เพื่อทำการหาจุดบกพร่องและดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
- การลอกตะกอน: โดยทุก ๆ 5-6 ปี ควรมีการลอกตะกอนไปกำจัด หรือ ใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ
- การบดอัดบ่อใหม่: ทุก 15 ปี ด้วยสภาพดินที่บดอัดจะมีการคลายตัวทำให้บ่อเกิดรั่วซึมมากขึ้น จึงควรระบายน้ำออกเพื่อตากบ่อและบดอัดใหม่
สุดท้ายในการดูแลระบบบำบัดน้ำเสียให้ได้ประสิทธิภาพ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรม โรงงานผลิต และประชาชน ร่วมมือกันไม่ปล่อยน้ำเสีย น้ำที่เป็นพิษ ลงสู่ลำคลอง แม่น้ำ