เลือกถังบำบัดน้ำเสียแบบตั้งพื้น & แบบฝังดิน แบบไหนดีกว่ากัน
การเลือกติดตั้งถังบำบัดน้ำเสียในอาคารที่พักอาศัยหรือสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม เป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานควรพิจารณาอย่างละเอียด เพราะถังบำบัดน้ำเสียมีทั้งแบบตั้งพื้น และแบบฝังดิน ซึ่งคุณสมบัติและความแตกต่างกัน มาดู 10 ข้อเปรียบเทียบระหว่างข้อดี และข้อเสียของทั้ง 2 แบบมีอะไรบ้าง ดังนี้:
1. ลักษณะการติดตั้ง
- ถังบำบัดน้ำเสียแบบตั้งพื้น: การติดตั้งง่ายกว่า เพราะไม่ต้องขุดหลุมสามารถเตรียมฐานรากด้านบน ยกถังติดตั้งได้ทันที ไม่ต้องใช้เวลานาน
- ถังบำบัดน้ำเสียแบบฝังดิน: มีความยุ่งยากกว่า และต้องใช้เวลาในการติดตั้งมากกว่า เพราะต้องขุดหลุมเตรียมฐานราก ต้องมีเครื่องจักรและแรงงานคนเข้ามาด้วย
2. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
ถังบำบัดน้ำเสียแบบตั้งพื้น มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณเพราะช่วยลดขั้นตอนการขุดหลุม จึงทำให้ประหยัดค่าเครื่องจักร ค่าแรงงานและทำงานได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ ถังบำบัดน้ำเสียแบบฝังดิน มีค่าใช้จ่ายในการเตรียมพื้นที่สูงกว่า เพราะต้องขุดหลุมและมีการจัดการหน้างานที่ยุ่งยากกว่ามาก รวมถึงระยะเวลาติดตั้งที่นานกว่า
3. การใช้พื้นที่สำหรับวางถัง
- แบบตั้งพื้น: ต้องการพื้นที่ติดตั้งที่มากกว่า และไม่สามารถใช้สอยพื้นที่ด้านบนหรือพื้นที่รอบถังได้ ทำให้เสียพื้นที่ด้านบนในจุดติดตั้งไป
- แบบฝังดิน: ประหยัดพื้นที่ด้านบนได้ เพราะการวางติดตั้งแบบฝังดินสามารถปรับพื้นที่ด้านบนมาใช้ทำสิ่งอื่นได้ เช่นวางสินค้า จัดสวน หรือทำพื้นที่จอดรถได้
4. การบำรุงรักษา
ถังบำบัดน้ำเสียแบบตั้งพื้น มีความสะดวกในการดูแลรักษาที่ง่ายกว่า เพราะตรวจสอบอุปกรณ์ได้ง่าย การเช็คและการบำรุงรักษารวดเร็วมองเห็นได้ ส่วนถังบำบัดน้ำเสียแบบฝังดิน การบำรุงรักษายากกว่า เพราะอุปกรณ์และตัวถังฝังไว้ใต้ดิน การเช็คและตรวจสอบจะทำได้ยากกว่า และมีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนกว่า
5. ความปลอดภัยในการใช้งาน
ถังบำบัดน้ำเสียแบบตั้งพื้น มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเยอะกว่า เพราะอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อตัวถังได้ง่าย เช่น มีของแข็งไปโดนถังทำให้รั่วได้ สำหรับถังบำบัดน้ำเสียแบบฝังดิน จะมีความปลอดภัยในการใช้งานที่ดีกว่า เพราะตัวถังถูกวางไว้ใต้ดินทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือมีความเสี่ยงที่น้อยกว่า แต่อาจมีปัญหาถังแตกร้าวได้กรณีน้ำท่วม
6. ความทนทานและอายุการใช้งาน
- แบบตั้งพื้น: จะมีอายุการใช้งานที่น้อยกว่าแบบฝังดิน เพราะอาจจะมีเรื่องของสภาพแวดล้อมทำให้ตัวถังบำบัดสึกหรอได้ เช่น ฝนตก แสงแดด ของแข็งที่ไปกระทบ
- แบบฝังดิน: มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า เพราะฝังไว้ใต้ดินไม่มีความเสี่ยงเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่มีปัญหาเรื่องการไปกระทบจึงทำให้มีความเสี่ยงน้อยกว่าและมีคงทนแข็งแรงเยอะกว่า
7. ความสวยงามและผลต่อสิ่งแวดล้อม
ถังบำบัดน้ำเสียแบบตั้งพื้น อาจส่งผลกระทบต่อทัศนวิสัยไม่ความสวยงามจะขึ้นอยู่กับการจัดการพื้นที่โดยรอบ แต่จะทำให้มองเห็นถังชัดเจนและส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบมากกว่าถ้าไม่มีการจัดการพื้นที่ที่ดี ส่วนแบบฝังดินไม่ส่งผลกระทบต่อความสวยงามและพื้นที่โดยรอบ เพราะมองไม่เห็นถูกฝังไว้ใต้ดิน จึงทำให้ภาพรวมดูดีและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้างน้อยที่สุด
8. การอัพเกรดและความยืดหยุ่นในการเคลื่อนย้าย
การอัพเกรดหรือเพิ่มขนาดในอนาคตของ แบบตั้งพื้น สามารถทำได้ง่ายกว่า เพราะเราสามารถเพิ่มจำนวนถังบำบัดน้ำเสียโดยต่อเข้ากับระบบเดิมที่มีอยู่ได้ทันที และยังสามารถเคลื่อนย้าย หรือรื้อถอน ติดตั้งใหม่ได้สะดวกกว่า ในทางกลับกัน แบบฝังดิน การเพิ่มขนาดจะทำได้ยากกว่าเพราะระบบถูกวางไว้ใต้ดินหมดแล้ว และการรื้อถอนจะทำได้ยากมากเพราะอาจส่งผลทำให้ตัวถังและระบบภายในเสียหายได้
ข้อมูลจำเพาะและขั้นตอนการติดตั้ง
คุณสมบัติวัสดุ: ผลิตจาก Polyethylene (เม็ดพลาสติกของ SCG) มีความยืดหยุ่นสูง ขึ้นรูปโดยกระบวนการขึ้นรูปแบบหมุนแรงเหวี่ยงโดยใช้ความร้อน (Roto Molding) ทำให้ได้ตัวถังแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา ไม่ทำปฏิกิริยากับเคมีและความร้อน มีตัวกลางชีวภาพ หรือลูกมีเดีย (PallRing Media) เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของจุลินทรีย์ ช่วยเพิ่มประสิททธิภาพในการย่อยสลาย
ขั้นตอนการติดตั้งแบบฝังดิน:
- ขุดดินให้ได้ความลึกเหมาะสมกับขนาดถังและตอกเสาเข็มคอนกรีต เพื่อป้องกันการทรุดตัวของถังและเทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก
- วางถังบำบัดน้ำเสียลงบนพื้นคอนกรีตที่เตรียมไว้ แล้วเติมน้ำลงในถัง 1/3 จึงกลบด้วยทรายหยาบข้างถัง 1/3 สลับกันจนถึงท่อน้ำออก
- ต่อท่อ Flex ท่อน้ำเข้าและท่อน้ำออก กลบด้วยทรายหยาบ
- เทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กรอบปากถังเพื่อฝังวงแหวนยืดฝาถังไว้กับพื้น
- ต่อท่อระบายอากาศเพื่อป้องกันกลิ่นไม่ให้ย้อนกลับไปภายในอาคาร
การเตรียมพื้นที่สำหรับแบบตั้งพื้น:
- พื้นที่วางถังต้องเรียบ แข็งแรง และรับน้ำหนักถังได้เต็มใบ
- ห้ามวางถังบนเหล็กหรือพื้นที่ไม่เรียบ
- ต้องเตรียมฐานคอนกรีตเสริมเหล็กให้มีขนาดกว้างกว่าตัวถังอย่างน้อย 30 ซม. และมีความสูงประมาณ 15-25 ซม.