ส่องข้อดี-ข้อเสีย "ฉนวนกันความร้อน" ที่คนรักบ้านต้องรู้ !
อาคารที่อยู่อาศัย และอาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน เผชิญกับปัญหาความร้อนสะสม ซึ่งส่งผลต่ออุณหภูมิภายในอาคาร ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนัก และสิ้นเปลืองพลังงาน ดังนั้น การเลือกฉนวนป้องกันความร้อนที่เหมาะสม จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยลดอุณหภูมิ และประหยัดค่าไฟ ซึ่งหนึ่งในตัวเลือก ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในไทย คือ ฉนวนโพลิโอเลฟินส์ (Polyolefin Insulation)
ฉนวนกันความร้อนมีกี่ชนิด และแตกต่างกันอย่างไร ?
ก่อนที่เราจะพิจารณาข้อดี-ข้อเสียของฉนวนป้องกันความร้อน แอมเพิลไลท์ขอพาคุณมาทำความรู้จัก กับประเภทของฉนวนป้องกันความร้อนที่นิยมใช้ในอาคารต่าง ๆ กันดังนี้:
| ประเภทฉนวน | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| ฉนวนใยแก้ว | ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนได้ดี | อาจระคายเคืองต่อผิวหนัง และทางเดินหายใจขณะติดตั้ง |
| ฉนวนโพลิโอเลฟินส์ | สะท้อนรังสีความร้อนได้สูงถึง 95% และกันความชื้นได้ดี | อาจต้องติดตั้งอย่างถูกต้องโดยผู้เชี่ยวชาญ |
| ฉนวนโฟมโพลีสไตรีน | น้ำหนักเบา และป้องกันความร้อนได้ดี | ไม่ทนไฟ และอาจเกิดควันพิษเมื่อเผาไหม้ |
| ฉนวนโฟมโพลียูรีเทน | ค่าการนำความร้อนต่ำมาก ประสิทธิภาพสูง | ราคาที่สูง และติดไฟง่ายหากไม่มีสารหน่วงไฟ |
ฉนวนใยแก้ว (Fiberglass Insulation)
ฉนวนใยแก้ว ผลิตจากเส้นใยแก้วที่มีโครงสร้างเป็นโพรงอากาศ ทำให้ให้ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนได้ดี แต่ข้อเสียคืออาจระคายเคืองต่อผิวหนัง และทางเดินหายใจขณะติดตั้ง จึงต้องมีการใส่อุปกรณ์ป้องกันด้วย
ฉนวนโพลิโอเลฟินส์ (Polyolefin Insulation)
ฉนวนที่ผลิตจากโพลิเมอร์คุณภาพสูง ให้คุณสมบัติการสะท้อนความร้อน และกันความชื้นได้ดี อีกทั้งยังมีความทนทานสูง ไม่เสื่อมสภาพง่าย ไม่เปราะแตก ไม่มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่ดูดซับน้ำ ลดโอกาสการเกิดเชื้อรา และยืดอายุการใช้งานได้นานกว่าฉนวนประเภทอื่น ๆ นอกจากนี้ ฉนวนป้องกันความร้อนโพลิโอเลฟินส์ ยังสามารถสะท้อนรังสีความร้อนได้สูงถึง 95% ส่งผลให้อาคารเย็นขึ้นได้มากกว่าปกติ แต่ข้อเสียของฉนวนชนิดนี้ คืออาจต้องติดตั้งอย่างถูกต้องโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ฉนวนโฟมโพลีสไตรีน (Polystyrene Foam – EPS/XPS)
ฉนวนโฟมโพลีสไตรีนจะมีน้ำหนักเบา และเป็นฉนวนที่สามารถป้องกันความร้อนได้ดี ซึ่งนิยมใช้ในงานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ และโรงงานอุตสาหกรรม แต่ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดเลย คือไม่ทนไฟ และอาจเกิดควันพิษเมื่อเกิดการเผาไหม้
ฉนวนโฟมโพลียูรีเทน (Polyurethane Foam – PU)
มีค่าการนำความร้อนต่ำมาก จึงให้ประสิทธิภาพกันความร้อนสูง และเหมาะกับงานที่ต้องการฉนวนป้องกันความร้อนที่บาง แต่ให้ประสิทธิภาพสูง ซึ่งข้อเสียของฉนวนโฟมโพลียูรีเทน คือ มีราคาที่สูง และติดไฟง่ายหากไม่มีการเติมสารหน่วงไฟ
วิธีเลือกฉนวนกันความร้อน ให้เหมาะกับอาคารที่อยู่อาศัย
สำหรับอาคารที่อยู่อาศัย การเลือกฉนวนกันความร้อนควรคำนึงถึงคุณสมบัติสำคัญ ดังต่อไปนี้
- การสะท้อนความร้อน: ช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้าน ทำให้บ้านเย็นขึ้น และช่วยลดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศ
- การป้องกันเสียง: ลดเสียงรบกวนจากภายนอก ทำให้การอยู่อาศัยสะดวกสบายขึ้น
- ความปลอดภัยต่อสุขภาพ: ควรเลือกฉนวนที่ไม่มีสารพิษ ไร้สารเติมแต่ง และไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง หรือทางเดินหายใจ
โดยหนึ่งในตัวเลือก ที่ตอบโจทย์อาคารที่อยู่อาศัยได้ดี คือ ฉนวนโพลิโอเลฟินส์ ซึ่งเป็นฉนวนที่สามารถสะท้อนรังสีความร้อนได้สูง ช่วยให้บ้านเย็นขึ้นโดยไม่ต้องใช้พลังงานมาก อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดสารพิษ ปลอดภัยต่อสุขภาพ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
การติดตั้งฉนวนกันความร้อน: ติดตั้งเอง หรือเลือกช่างผู้เชี่ยวชาญ ?
เมื่อต้องการติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อน ไม่ว่าจะเป็น ใต้หลังคา บนฝ้า หรือเพดาน ลองมาดูข้อดี-ข้อเสียของทั้งสองทางเลือก เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกัน
1. ติดตั้งเอง (ประหยัดงบ แต่ต้องมีความรู้)
- ข้อดี: ประหยัดค่าแรง หากคุณมีอุปกรณ์พร้อม และเข้าใจขั้นตอนติดตั้ง การทำเองจะช่วยลดต้นทุนได้ กำหนดเวลาเองได้ และสามารถเลือกวัสดุได้ตามต้องการ
- ข้อเสีย: ต้องมีความรู้เรื่องการติดตั้ง หากติดตั้งไม่ถูกต้อง อาจเกิดช่องโหว่ หรือทำให้ฉนวนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ใช้เวลานาน และอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย เช่น ติดตั้งผิดตำแหน่ง หรือไม่ได้ปิดรอยต่อให้สนิท
2. จ้างช่างผู้เชี่ยวชาญ (ได้งานคุณภาพ ประสิทธิภาพสูง)
- ข้อดี: ติดตั้งได้ถูกต้องตามมาตรฐาน ช่างมืออาชีพมีประสบการณ์ และเครื่องมือที่เหมาะสม ทำให้ฉนวนป้องกันความร้อนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา และลดความเสี่ยงในการติดตั้งผิดพลาด
- ข้อเสีย: ในบางที่อาจต้องจ่ายค่าแรงช่าง และอาจมีค่าบริการเพิ่มเติม อีกทั้งต้องเลือกช่างที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้มั่นใจว่างานติดตั้งมีคุณภาพ