เทียบคุณสมบัติ 9 ฉนวนกันความร้อนยอดนิยมเพื่อบ้านเย็นสบายและการลงทุนที่คุ้มค่า
ดูเหมือนอุณหภูมิในฤดูร้อนของบ้านเราจะพุ่งสูงขึ้นทุกปี หลายคนจึงอาจกำลังหาวิธีทำให้บ้านเย็นสบายขึ้น การติดตั้ง ฉนวนกันความร้อน เป็นการลงทุนที่จะช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ในระยะยาว ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทั้งในบ้านเก่าและบ้านใหม่ ช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ดี จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว และช่วยเก็บความเย็นภายในบ้าน รวมถึงช่วยดูดซับเสียงรบกวนจากภายนอกด้วย
รูปแบบการติดตั้งฉนวนกันความร้อน
ฉนวนกันความร้อนมักติดตั้งบริเวณหลังคาเพื่อป้องกันความร้อนโดยตรงจากแสงแดด โดยมีรูปแบบการติดตั้งที่สำคัญดังนี้:
- ติดตั้งเหนือฝ้าเพดาน: ฉนวนที่ติดตั้งเหนือฝ้าจะช่วยหน่วงความร้อนเอาไว้ไม่ให้ลงมายังห้องด้านล่าง โดยพื้นที่ใต้หลังคาควรมีช่องระบายอากาศด้วยเพื่อถ่ายเทความร้อนออกสู่ด้านนอก
- ติดตั้งใต้แผ่นหลังคา: สามารถกันความร้อนได้ดีที่สุด เพราะช่วยป้องกันความร้อนจากด้านบนไม่ให้ลงมาสะสมอยู่บริเวณใต้หลังคาบ้าน
- ติดตั้งบนผิวหลังคา: ได้แก่ สีสะท้อนความร้อน ซึ่งจะช่วยสะท้อนความร้อนไม่ให้เข้าสู่บริเวณใต้หลังคาบ้าน แนะนำให้ใช้ควบคู่กับการติดตั้งฉนวนประเภทอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติหน่วงความร้อน
ทำความรู้จัก 9 ฉนวนกันความร้อนยอดนิยม
1. ฉนวนใยแก้ว (Fiber Glass)
ลักษณะเป็นแผ่นหนา ภายในประกอบด้วยใยแก้วเส้นเล็กที่ประสานกันจนเกิดเป็นโพรงอากาศ ซึ่งทำหน้าที่กักความร้อนเอาไว้ด้านใน เป็นวัสดุนำความร้อนต่ำ ไม่ลุกติดไฟ อีกทั้งยังช่วยดูดซับเสียงด้วย มีทั้งแบบม้วนและแบบแผ่นสำหรับติดตั้งเหนือฝ้าเพดาน ใต้หลังคา หรือบริเวณผนัง
2. ฉนวนพอลิยูรีเทนโฟม (PU Foam)
เกิดจากเทคโนโลยีการฉีดโฟมเพื่อป้องกันความร้อน เป็นวัสดุนำความร้อนต่ำ มีคุณสมบัติป้องกันน้ำและความชื้น ทั้งยังช่วยกันเสียงได้ดี ฉนวนพียูเป็นวัสดุป้องกันความร้อนที่ช่วยกันความร้อนได้ถึง 90% ช่วยป้องกันการเเผ่กระจายความร้อนจากหลังคาเข้าสู่ตัวอาคาร
3. ฉนวนเซลลูโลส (Cellulose)
หรือฉนวนเยื่อกระดาษ ผลิตจากกระดาษใช้แล้ว ตัววัสดุสามารถป้องกันความร้อนและควบคุมอุณหภูมิได้ดี มีน้ำหนักเบา กันเสียงได้ มีสารป้องกันการลามไฟ ป้องกันเชื้อรา รวมทั้งไม่เป็นแหล่งอาหารของหนู ปลวก และแมลงสาบ
4. ฉนวนอะลูมิเนียมฟอยล์ (Aluminium Foil)
เป็นวัสดุที่ช่วยสะท้อนความร้อนไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้าน มีลักษณะเหนียวคงทน ไม่ขาดง่าย เป็นฉนวนที่มีราคาย่อมเยา ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบา ไม่ติดไฟ ไม่ขึ้นราเมื่อโดนความชื้น และป้องกันรังสียูวี
5. ฉนวนพอลิเอทิลีนโฟม (PE Foam)
ประกอบด้วยชั้นโฟมหนานุ่มที่ช่วยหน่วงความร้อน หุ้มด้วยอะลูมิเนียมฟอยล์ที่ช่วยสะท้อนความร้อนในตัว มีน้ำหนักเบาและเหนียว ทนต่อแรงกระแทกได้ดี ติดตั้งได้ทั้งเหนือฝ้าเพดานและใต้แผ่นหลังคา
6. ฉนวนแอร์บับเบิล (Air Bubble)
หรือ บับเบิลฟอยล์ ลักษณะเป็นม้วนคล้ายพลาสติกกันกระแทก โดยมีมวลอากาศอยู่ตรงกลางระหว่างแผ่นฟอยล์ที่ประกบสองด้าน ทำให้มีคุณสมบัติทั้งหน่วงและสะท้อนความร้อนได้ในตัว สามารถติดตั้งได้หลากหลายรูปแบบ
7. ฉนวนพอลิสไตรีนโฟม (Polystyrene/EPS Foam)
หรือโฟมขาว สามารถกันได้ทั้งความร้อนและความเย็น เป็นวัสดุน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย จึงทำให้การติดตั้งสะดวกและรวดเร็ว ในท้องตลาดมีจำหน่ายในแบบแยกแผ่นและเป็นฉนวนโฟมที่ติดคู่กับแผ่นยิปซัม
8. เซรามิคสะท้อนความร้อน (Ceramic Coating)
เป็นแผ่นฟิล์มที่ได้จากอนุภาคเซรามิคมาผสมกับอะคริลิกสำหรับพ่นรอบๆ อาคาร ทั้งภายในและภายนอก ส่วนใหญ่จะนิยมเคลือบหลังคาและดาดฟ้า นอกจากจะกันร้อนได้แล้วยังกันน้ำซึมได้อีกด้วย
9. ฉนวนใยหิน (Rockwool)
ฉนวนใยหินมีค่าต้านทานความร้อนสูง ความหนาแน่นสูงจึงคงรูปเป็นแผ่นได้ สามารถกันเสียงรบกวนได้เมื่อใช้ร่วมกับระบบผนัง และเป็นฉนวนที่ไม่ติดไฟจึงไม่ลุกลามเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ทำจากหินภูเขาไฟและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ตารางสรุปคุณสมบัติเด่นของฉนวนแต่ละชนิด
- ฉนวนใยแก้ว: กักเก็บความร้อนในโพรงอากาศ, ดูดซับเสียงดี, ไม่ติดไฟ
- PU Foam: กันความร้อนได้ 90%, กันน้ำและความชื้น, กันเสียง
- เซลลูโลส: ควบคุมอุณหภูมิได้ดี, ป้องกันแมลงและเชื้อรา, น้ำหนักเบา
- อะลูมิเนียมฟอยล์: เน้นการสะท้อนความร้อน, ทนทาน, ป้องกันรังสียูวี
- PE Foam: หน่วงและสะท้อนความร้อน, เหนียวทนทาน, น้ำหนักเบา
- ฉนวนใยหิน: ต้านทานความร้อนสูงมาก, กันเสียงดีเยี่ยม, ไม่ติดไฟ