สัญญาจ้างผู้รับเหมาและแนวทางการบริหารงานก่อสร้างให้เป็นระบบ
สัญญาจ้างรับเหมาก่อสร้าง (Construction Contract) คือสัญญาระหว่างเจ้าของงาน (ผู้ว่าจ้าง) และผู้รับเหมา เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลง ทั้งเรื่องขอบเขตงาน คุณภาพ ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาการทำงาน โดยเนื้อหาต้องชัดเจน ทำได้จริง และเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย ปัจจุบันจะมีสัญญาว่าจ้างที่เป็น “สัญญามาตรฐาน” ที่สามารถบ่งบอกการให้ความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายผู้ว่าจ้าง และฝ่ายผู้รับเหมา เพื่อความรัดกุมในความรับผิดชอบของงาน
5 หัวข้อหลักที่ต้องมีในสัญญาจ้างงานก่อสร้าง
- วัน/เดือน/ปี และสถานที่ทำสัญญา
- ชื่อ-สกุล อายุ เลขบัตรประจำตัวประชาชน และที่อยู่ของทั้งสองฝ่าย
- รายละเอียดที่สำคัญของงาน เช่น คุณภาพ ประเภทวัสดุอุปกรณ์ หน้าที่ในการทำงาน เวลากำหนดส่งมอบงาน ฯลฯ
- รายละเอียดค่าจ้าง เช่น ค่าจ้างเท่าไหร่ จ่ายเงินอย่างไร แบ่งเป็นกี่งวด งวดละกี่บาท
- ลายมือชื่อของทั้งสองฝ่าย ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องลงนามหรือต้องประทับตราผู้มีอำนาจของบริษัท
เคล็ดลับและข้อควรระวังในการทำสัญญา
วันที่ทำสัญญา วันที่ส่งงาน ระยะประกันงาน มีผลทางกฎหมาย กรณีต้องการฟ้องร้อง รายละเอียดค่าจ้างต้องระบุให้ชัดว่าในแต่ละงวดต้องส่งงานอะไร จึงจะได้รับเงินในจำนวนที่กำหนด และควรมีพยานเซ็นฝ่ายละ 1 คน หากผู้ว่าจ้างต้องการเปลี่ยนวัสดุจนกระทบกับความแข็งแรงของโครงสร้าง ผู้รับเหมามีสิทธิ์ปฏิเสธ นอกจากนี้ควรระบุเงื่อนไขการยกเลิกสัญญาและการเรียกร้องค่าเสียหายให้ชัดเจน รวมถึงระบุระยะเวลาประกันคุณภาพงานหลังจากส่งมอบ
การเปรียบเทียบระหว่างผู้รับเหมาและบริษัทรับสร้างบ้าน
ในการเลือกจ้างงานก่อสร้าง ข้อมูลข้อดีและข้อเสียระหว่างผู้รับเหมาและบริษัทรับสร้างบ้านมีความสำคัญต่อการตัดสินใจ ดังนี้:
| ประเภท | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| ผู้รับเหมา | งบประมาณถูกกว่า, สามารถพูดต่อรองราคาได้, มีความเป็นกันเอง | ราคาถูกและงบอาจบานปลายในภายหลัง, งานไม่เป็นระบบ อาจล่าช้า, ต้องดำเนินการเรื่องเอกสารก่อสร้างเอง |
| บริษัทรับสร้างบ้าน | สะดวกสบายต่อผู้ว่าจ้าง, ได้บ้านที่มีมาตรฐาน, งบไม่บานปลาย, ความคืบหน้าตรงตามงวด | งบประมาณแพงกว่า, อาจมีค่าดำเนินการเพิ่มเติม, ต้องเลือกบริษัทที่น่าเชื่อถือ |
การบริหารจัดการและควบคุมต้นทุนก่อสร้าง
การควบคุมต้นทุนโครงการก่อสร้างไม่ใช่เรื่องยาก บิลค์ โปรแกรมควบคุมต้นทุนก่อสร้าง ออนไลน์ ใช้งานฟรี สามารถช่วยผู้รับเหมาบริหารจัดการในเรื่องต้นทุนของโครงการก่อสร้างได้ตั้งแต่การประมาณการโครงการไปจนกว่าจะจบโครงการ รหัสต้นทุน หรือ Costcode ใน BUILK เป็นกลุ่มต้นทุนที่ช่วยจำแนกค่าใช้จ่ายของโครงการออกเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน ทำให้สะดวกต่อการอ่านรายงานและรับรู้ค่าใช้จ่ายได้ทันที
หมวดหมู่รหัสต้นทุนหลัก (Costcode)
รหัสต้นทุนใน BUILK แบ่งต้นทุนเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่:
- 1xx: ค่าวัสดุ
- 2xx: ค่าแรง
- 3xx: ค่าเครื่องจักร
- 4xx: ค่าจ้างเหมาช่วง
- 5xx: ต้นทุนทางอ้อม
การใช้รหัสต้นทุนบนโปรแกรมเป็นเหมือนตัวช่วยในการจำแนกค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ใช้งานรับรู้ได้ว่าปัจจุบันโครงการใช้จ่ายไปมากน้อยเท่าใด และรู้ได้ทันทีว่างานส่วนไหนเกินแผนที่กำหนดไว้ เพื่อที่จะได้วางแผนงานได้ทันเวลาไม่ใช้ต้นทุนจนบานปลาย