กู้สร้างบ้าน ธนาคารกสิกรไทย มีที่ดินอยู่แล้วได้วงเงินสูงสุด 100%
ใครๆ ก็ฝันอยากมีบ้านในรูปแบบที่ตัวเองต้องการ สามารถเลือกดีไซน์หรือฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตรงใจ ซึ่ง ถ้าหากเรามีที่ดินเปล่าอยู่แล้ว ทั้งจากมรดกที่ได้รับมาหรือเคยซื้อเก็บไว้ ก็นำมาต่อยอดปลูกสร้างบ้านสไตล์ที่ชอบบนที่ดินตัวเองได้ หรือหากเราต้องการซื้อที่ดินใหม่พร้อมปลูกสร้างบ้านสวยๆ ก็สามารถทำได้ เช่นกัน สินเชื่อบ้านจากธนาคารกสิกรไทย ช่วยให้การมีบ้านในฝันของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้น ด้วยวงเงินกู้สูงสุด 100%
สินเชื่อบ้าน ใช้ที่ดินเปล่ายื่นกู้ได้
สินเชื่อบ้านของธนาคารกสิกรไทย เข้าถึงคนที่อยากมีบ้านในฝัน ทำให้เป็นจริงได้ง่ายด้วยเงื่อนไขพิเศษ โดยพิจารณารายได้เปรียบเทียบกับภาระหนี้ของผู้กู้ และให้วงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคาค่าก่อสร้างบ้านตามที่ระบุในสัญญาจ้างชัดเจน และให้วงเงินกู้ไม่เกิน 90% ของราคาประเมินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่เพียงเท่านั้น ในกรณีที่ต้องการกู้เงินซื้อที่ดินพร้อมขอกู้ปลูกสร้างบ้าน สินเชื่อบ้านของธนาคารกสิกรไทยยังมอบวงเงินกู้สูงถึง 90% ของราคาซื้อขายที่ดินรวมกับค่าก่อสร้างตามสัญญาจ้าง และไม่เกิน 90% ของราคาประเมินที่ดินพร้อมแบบสิ่งปลูกสร้าง
เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นกู้
นอกจากแบบแปลนก่อสร้าง หรือพิมพ์เขียว จะเป็นหัวใจสำคัญในการยืนกู้สินเชื่อเพื่อบ้าน ธนาคารกสิกรไทย แล้ว การใช้ที่ดินเปล่ายื่นกู้ยังมีเอกสารสำคัญอื่นๆ ที่จำเป็น ซึ่งผู้ต้องเตรียมให้พร้อมด้วยกันคือ:
- เอกสารทั่วไป: ได้แก่ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เอกสารแสดงรายได้ทั้งสลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน รายการเดินบัญชี
- โฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิ์ที่ดิน: พร้อมสารบัญจดทะเบียนทุกหน้า
- แบบแปลนการก่อสร้าง (พิมพ์เขียว): จะจ้างสถาปนิกออกแบบ หรือใช้แบบบ้านมาตรฐานจากหน่วยงานราชการในพื้นที่
- ใบอนุญาตก่อสร้าง: ซึ่งการสร้างบ้านควรได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน
- สัญญาว่าจ้างก่อสร้างกับผู้รับเหมา: ในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างต้องมีการระบุเงื่อนไขการเบิกเงินของผู้รับเหมาตามความคืบหน้าของการก่อสร้าง พร้อมมีรายละเอียด BOQ (Bill of Quantity)
วิธีคำนวณหาวงเงินกู้สูงสุด
วิธีคำนวณหาวงเงินสินเชื่อซื้อบ้านสูงสุด จะคิดโดยยึด “ความสามารถในการชำระหนี้” เป็นตัวตั้ง ซึ่งธนาคารโดยทั่วไปจะตั้งเกณฑ์ไว้ที่ไม่เกิน 40% ของรายได้หลังหักหนี้สินอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว
สรุปสูตรคำนวณหาวงเงินกู้สินเชื่อบ้าน
- หาความสามารถในการผ่อนชำระ คือ (เงินเดือน x 40%) – หนี้สินอื่น
- หาวงเงินสินเชื่อสูงสุด ด้วยสูตร ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ x 150
| รายได้ต่อเดือน (บาท) | ความสามารถในการผ่อนชำระ (40%) | วงเงินกู้สูงสุดโดยประมาณ (บาท) |
|---|---|---|
| 20,000 | 8,000 | 1,200,000 |
| 30,000 | 12,000 | 1,800,000 |
| 50,000 | 20,000 | 3,000,000 |
ก่อนยื่นกู้ ต้องรู้ค่าใช้จ่าย
ก่อนที่สถาบันการเงินจะอนุมัติเงินกู้สร้างบ้าน ในขั้นตอนในระหว่างดำเนินการนั้นยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ผู้กู้ต้องเตรียมงบคร่าวๆ ไว้ล่วงหน้าได้แก่:
ค่าใช้จ่ายในการออกแบบบ้าน: ก่อนที่จะได้แบบพิมพ์เขียวเพื่อใช้ประกอบการยื่นกู้ซึ่งจะต้องให้สถาปนิกออกแบบ โดยค่าจ้างออกแบบนั้นส่วนใหญ่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาก่อสร้างอยู่ที่ 5-10%
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการยื่นกู้: ในระหว่างยื่นกู้ยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้แก่:
- ค่าสำรวจและค่าประเมิน: อัตราขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท
- ค่าอากรแสตมป์สัญญาเงินกู้: 0.05% ของวงเงินกู้ (ไม่เกิน 10,000 บาท)
- ค่าจำนอง: 1 % ของวงเงินกู้ซึ่งรวมทั้งตัวบ้านและที่ดินด้วย
- ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย: ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น ทุนประกัน มูลค่าทรัพย์สิน และระยะเวลาที่คุ้มครอง
การทยอยจ่ายเป็นงวดเพื่อลดภาระดอกเบี้ย
หลังจากสินเชื่อบ้านผ่านการอนุมัติเงินกู้เพื่อปลูกสร้างบ้านแล้ว ทางธนาคารจะแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ โดยทยอยจ่ายให้ตามผลการก่อสร้างตามที่ระบุไว้ในสัญญาเงินกู้ ไม่ได้ให้เป็นวงเงินกู้ก้อนใหญ่ในคราวเดียว ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยถูกทยอยคิดตามจำนวนเงินที่เบิกไปใช้จ่ายในการก่อสร้าง ผู้กู้จึงไม่ต้องแบกรับภาระจากดอกเบี้ยก้อนโตที่เกิดจากเงินกู้ก้อนใหญ่ ตัวอย่างการแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ คือหากราคาค่าก่อสร้าง 5,000,000 บาท งวดที่ 1 ก็อาจเบิกเป็นค่าวางผัง ค่าปรับพื้นตอกเสาเข็ม 500,000 บาท เบิกงวดที่ 2 สำหรับตั้งเสา เทพื้นคอนกรีต อีก 500,000 บาท เป็นต้น
ปัจจัยที่ทำให้วงเงินกู้น้อยลง
นอกจากความสามารถในการผ่อนชำระหนี้แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ธนาคารนำมาคิดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ได้แก่ ภาระหนี้สิ้นอื่นๆ คุณสมบัติของผู้กู้ เช่น อาชีพและอายุ และประวัติการเงินและประวัติการชำระหนี้จากเครดิตบูโร