เคล็ดลับการวางระบบน้ำ-ไฟ ในบ้าน แม้ไม่ใช่ช่างรู้ไว้ก็มีประโยชน์
สร้างบ้านทั้งทีต้องพิถีพิถันใส่ใจในทุกขั้นตอนให้รอบคอบกันหน่อย นอกจากแบบบ้านและโครงสร้างของบ้านแล้ว การวางระบบน้ำและระบบไฟภายในบ้าน ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เจ้าของบ้านควรให้ความสำคัญ เพราะต่อให้บ้านสร้างออกมาสวยขนาดไหน แต่อยู่แล้วไม่สะดวกสบาย ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ น้ำไหลไม่แรง รั่วซึมอยู่เป็นประจำ หรือไฟฟ้าภายในบ้านติดๆ ดับๆ กระแสไฟตก ชำรุด รั่ว และช็อตอยู่บ่อยครั้ง ก็คงทำให้อาศัยอยู่อย่างไม่มีความสุขและหวาดระแวง ชีวิตและทรัพย์สินดูจะไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก
ทำความรู้จักกับระบบน้ำในบ้าน
ระบบน้ำในบ้านมีอยู่ด้วยกัน 2 ระบบ คือระบบน้ำดี และระบบน้ำทิ้ง โดยระบบน้ำดีนั้นจะเป็นการนำน้ำจากท่อประปาหน้าบ้านที่เชื่อมต่อกับมิเตอร์เข้ามาใช้ภายในบ้าน ส่วนระบบน้ำทิ้งก็ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือนำน้ำที่ใช้เสร็จแล้วภายในบ้านปล่อยทิ้งสู่ท่อน้ำทิ้งต่อไป ซึ่งสิ่งสำคัญในเรื่องการวางระบบน้ำที่เจ้าของบ้านควรทราบนั้นอยู่ที่ระบบน้ำดี โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระบบ ดังนี้
1. การวางระบบน้ำสำหรับใช้กับบ้านเรือนทั่วไป
เป็นระบบน้ำที่นิยมใช้กันมากที่สุด สามารถเห็นได้ตามบ้านเรือนทั่วไป โดยมีรายละเอียดที่ควรทราบคือ:
- แท็งก์น้ำขนาดพอดีกับพื้นที่บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของบ้าน
- นิยมใช้อุปกรณ์เสริมอย่างปั๊มน้ำสำหรับช่วยเพิ่มแรงดัน โดยปั๊มน้ำจะถูกติดตั้งต่อจากมิเตอร์จ่ายน้ำหน้าบ้าน เพื่อช่วยให้น้ำที่จ่ายขึ้นไปยังชั้น 2 – 3 ยังคงไหลแรง
- ปั๊มน้ำจะทำงานเมื่อมีคนในบ้านเปิดก๊อกน้ำ และจะหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อก๊อกน้ำถูกปิด
2. การวางระบบน้ำสำหรับบ้านหลังใหญ่
หากคุณไม่อยากให้บ้านหลังใหญ่เกิดน้ำซึมรั่วทั่วบริเวณบ้าน จำเป็นต้องมีการวางระบบน้ำที่ใช้ความชำนาญ เป็นระบบจ่ายน้ำลงที่ต้องทำการต่อท่อน้ำจากแท็งก์น้ำตัวที่ 1 ขึ้นไปยังแท็งก์น้ำตัวที่ 2 ที่ติดตั้งอยู่บนดาดฟ้า หรือพื้นหลังคาที่มีโครงสร้างแข็งแรงเพียงพอรองรับน้ำหนัก
โดยแท็งก์น้ำตัวที่ 2 นี้จะทำหน้าที่จ่ายน้ำไปยังก๊อกน้ำต่างๆ ภายในบ้าน ทำให้ทุกชั้นและทุกห้องที่ใช้น้ำมีน้ำไหลแรงเท่ากัน ซึ่งการวางระบบน้ำในแบบนี้ถึงแม้จะใช้งบประมาณการติดตั้งมากกว่าแบบแรก แต่ถือว่าประหยัดค่าไฟได้มากพอสมควรเลยทีเดียว เพราะปั๊มน้ำจะทำงานก็ต่อเมื่อแท็งก์น้ำตัวที่ 2 มีน้ำเหลือไม่ถึง 1 ใน 3 ส่วนของแท็งก์เท่านั้น
เคล็ดลับการวางระบบไฟและความปลอดภัย
เคล็ดลับ 3 ประการในการวางระบบไฟที่เจ้าของบ้านควรรู้เพื่อให้คุณและสมาชิกในครอบครัวสามารถใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้อย่างปลอดภัยไร้กังวลมีดังนี้:
- เพื่อความปลอดภัยต้องต่อสายดิน: การต่อสายดินจะช่วยลดอันตรายจากการสัมผัสกระแสไฟฟ้ารั่วได้ โดยกระแสไฟฟ้าที่รั่วนั้นจะไหลลงสู่ดินผ่านสายดินที่ต่อไว้ แทนที่จะไหลเข้าสู่ผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง
- ฉนวนหุ้มสายไฟฟ้าต้องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์: สิ่งที่จะเป็นตัวป้องกันให้ผู้ใช้ไฟปลอดภัยจากกระแสไฟฟ้าก็คือฉนวนหุ้มสายไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอทั้งก่อนติดตั้ง หลังติดตั้ง และตลอดอายุการใช้งาน
- ติดตั้งอุปกรณ์ตัดวงจรไฟฟ้าอัตโนมัติ: เมื่ออุปกรณ์ตรวจพบว่าเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วภายในบ้าน จะทำการตัดวงจรไฟฟ้าอัตโนมัติทันที เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับการใช้ไฟฟ้าในบ้าน
การออกแบบระบบไฟฟ้าอย่างง่ายด้วยตัวเอง
ท่านสามารถออกแบบระบบไฟฟ้าอย่างง่ายด้วยตัวเอง โดยเน้นถึงประโยชน์การใช้แสงสว่างให้เหมาะสมกับตัวท่านเองและครอบครัว ดังนี้:
- มั่นใจว่าแสงไฟสว่างทั่วบริเวณบ้าน: ต้องมั่นใจว่าทุกพื้นที่ทั้งภายในบ้านและรอบตัวบ้าน มีแสงไฟเพียงพอ เช่น ห้องเก็บของใต้บันได, ลานซักล้าง
- ปลั๊กนอกบ้าน/ในห้องน้ำ: ควรเลือกแบบมีฝาปิดเพื่อป้องกันน้ำเข้าปลั๊กได้
- สวิตช์ไฟ: สวิตช์บางจุดควรเปิด/ปิดได้สองทาง โดยเฉพาะไฟโถงบันได และไม่ควรให้แป้นสวิตช์เปิด/ปิด อยู่รวมกันมากเกินไป (ควรติดกัน 4-6 สวิตช์) เพื่อง่ายต่อการใช้งาน
- ตำแหน่งของหลอดไฟ: ควรสะดวกต่อการเปลี่ยนหลอดไฟและทำความสะอาดง่าย หลีกเลี่ยงตำแหน่งที่อยู่เหนือชานพักบันไดซึ่งมีความสูงมากกว่าปกติ
- การเดินสายไฟ: บ้านรุ่นใหม่นิยมเดินสายไฟร้อยท่อฝังผนัง ซึ่งสวยและปลอดภัยกว่าสายไฟติดผนัง (เดินสายไฟลอย)
ตารางเปรียบเทียบประเภทของแสงจากหลอดไฟ
| ประเภทแสงไฟ | ลักษณะแสง | ความเหมาะสมในการใช้งาน |
|---|---|---|
| Warm White | ออกสีทองส้ม | เหมาะสำหรับการตกแต่ง, ห้องนอน |
| Day Light | สีคล้ายแสงกลางวัน สว่างสูง | เหมาะสำหรับห้องทำงาน, ห้องครัว |
| Cool White | ออกสีขาวนวลตา | ความสว่างอยู่ระหว่าง Warm White และ Day Light |