สีกันความร้อน เลือกอย่างไร? ช่วยลดอุณหภูมิบ้านได้จริงหรือ?
สีกันความร้อน หรือสีสะท้อนความร้อน เป็นสีที่สร้างขึ้นมา เพื่อช่วยลดความร้อนสำหรับบ้าน ที่พักอาศัย หรืออาคารสำนักงานต่าง ๆ โดยไม่ต้องต่อเติมโครงสร้าง หรืออาศัยการติดตั้งเพิ่มเติมเหมือน ฉนวนกันความร้อนใต้ฝ้าเพดาน ระแนง กันสาด หรือหลังคา แต่เป็นการทาสีทาบ้านกันความร้อน หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่า สีบ้านเย็น นั่นเอง
สีกันความร้อน คืออะไร?
สีสะท้อนความร้อน หรือสีกันความร้อน บางครั้งเรียก เซรามิคโค๊ตติ๊ง (Ceramic Coating) คือ สีคุณภาพสูง มีสารที่เป็นฉนวนกันความร้อน ซึ่งพัฒนามาจาก Ceramic Microspheres ที่ใช้เคลือบกระสวยอวกาศ NASA เพื่อเสริมความแข็งแรง ด้วยสาร อะคริลิก โพลีเมอริคเรซิน (Acrylic Poly Maleic Resin) ใยโพลีเอสเตอร์ (Polyester Fabric) และไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) ที่มีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์สูง แต่มีค่าการดูดซึมความร้อนต่ำ สามารถสะท้อนความร้อน และคลายความร้อนได้ดี
เรียกได้ว่าสีทาบ้านกันความร้อน เป็นนวัตกรรมป้องกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถสะท้อนรังสียูวี และป้องกันความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความร้อนได้จริงแล้ว ยังส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภทเครื่องทำความเย็น อย่างเช่น เครื่องปรับอากาศ ไม่ต้องทำงานหนัก ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น รวมถึงทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงตามมา การเลือกใช้สีกันความร้อน จึงถือเป็นการลงทุนเพื่อบ้านในระยะยาวที่คุ้มค่า และเหมาะกับสภาพอากาศประเทศไทยอย่างมาก
การเลือกใช้สีกันความร้อน แบบไหนดี?
ในปัจจุบันมีสีทาบ้านกันความร้อนหลายประเภท ทั้งสำหรับทาผนังบ้าน ทาดาดฟ้า หรือแม้แต่ทาหลังคาบ้าน ซึ่งจะช่วยทั้งเพิ่มประสิทธิภาพ ในการสะท้อนความร้อนให้บ้าน และช่วยทำให้สีภายนอกบ้าน กลับมาดูสวย สดใส เหมือนใหม่ไปด้วยในตัว แต่ทั้งนี้ ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม มีการกำหนดให้ สีกันความร้อน ต้องมีประสิทธิภาพในการสะท้อนรังสีได้ไม่ต่ำกว่า 80%
หลักการเลือกโทนสีทาบ้าน มีผลโดยตรงต่ออุณหภูมิภายในบ้านเช่นกัน หากต้องการให้มีประสิทธิภาพในการสะท้อนความร้อนมาก และดูดซึมความร้อนต่ำ ขอแนะนำให้เลือกใช้สีทาบ้านกันความร้อน ที่มีโทนสีสว่าง เช่น:
- โทนสีขาว
- สีครีม
- สีเทาอ่อน
- สีสันอื่น ๆ ในโทนสีอ่อน
เพราะจะช่วยให้บ้านเย็น ได้มากกว่าสีทาบ้านโทนสีเข้ม เนื่องจากธรรมชาติของสีเข้ม จะดูดซึมความร้อนจากแสงไฟ และแสงอาทิตย์ไว้มากกว่าสีอ่อน ในขณะที่สีอ่อนมีคุณสมบัติสะท้อนแสงออกได้มากกว่านั่นเอง
ตัวอย่างสีกันความร้อนยอดนิยมในท้องตลาด
สีกันความร้อนเหล่านี้ ล้วนมีคุณสมบัติที่เหมือนกัน คือ ช่วยสะท้อนความร้อน รังสียูวี และลดอุณหภูมิในบ้านไปพร้อม ๆ กัน โดยมีแบรนด์ที่น่าสนใจ ดังนี้
| แบรนด์สี | คุณสมบัติเด่น |
|---|---|
| สี Jotun | ป้องกันรังสียูวีได้ถึง 2 เท่า ป้องกันคราบสกปรก ตะไคร่น้ำ และเชื้อรา |
| สี TOA (ซุปเปอร์ชิลด์) | ผสมผงไทเทเนียม 3 ชั้น มาพร้อมกับเทคโนโลยีฟิล์มสี ที่ทำความสะอาดตัวเองได้ |
| สี Captain (ลองไลฟ์ คูล แม็กซ์) | ผลิตจากกาวอะคริลิก 100% สะท้อนความร้อน และรังสียูวีได้ถึง 95% |
| สี Nippon Paint | มีเทคโนโลยีโซลารีเฟลก และ ยูวี ครอส-ลิงค์นาโนเทคโนโลยี ช่วยสะท้อนรังสียูวี |
| สี Beger (เบเยอร์คูล) | นวัตกรรมไมโครสเฟียร์เซรามิก ช่วยป้องกันความร้อนได้ถึง 94.2% ไม่ผสมสารปรอท |
3 ทางเลือกสีทาหลังคาและสีทาดาดฟ้ากันร้อน
ถ้าเราอยากจะให้บ้านเย็นขึ้นการทาสีทาบ้านกันร้อนอย่างเดียวไม่พอ เพราะหลังคาเป็นจุดที่รับแดดเต็ม ๆ โดยเฉพาะหลังคาเมทัลชีท หรือดาดฟ้าที่เป็นปูน จึงมีทางเลือกที่แนะนำดังนี้:
- เบเยอร์คูล รูฟ (BegerCool Roof): สะท้อนความร้อนได้มากกว่า 96.5% ป้องกันน้ำรั่วซึม 100% ทนทานต่อการขัดถู ป้องกันเชื้อรา
- ทีโอเอ รูฟซีล ซันบล็อก (TOA RoofSeal Sun Block): สะท้อนความร้อนได้ถึง 95% กันน้ำเข้าได้ 100% และยืดหยุ่น 5 เท่า
- เบเยอร์ รูฟซีล คูล (Beger RoofSeal Cool): สะท้อนความร้อนสูงสุด 94.6% กันน้ำเข้าได้ 100% ขังน้ำได้ถึง 1 เดือน ยืดหยุ่นสูงกว่า 100%
วิธีทาสีกันความร้อนด้วยตนเอง
สำหรับการทาสีกันความร้อนด้วยตนเอง สามารถทำได้ง่าย ๆ ตามขั้นตอนดังนี้:
- เตรียมพื้นผิว: โดยการเช็ดล้างสีเก่า ทำความสะอาดสิ่งสกปรก เชื้อรา ตะไคร่ และซ่อมแซมปกปิดรอยร้าวเสียก่อน
- การผสมสี: นำสีกันความร้อน มาผสมน้ำสะอาดประมาณ 5-10% และคนให้สีเข้ากัน
- การทา: ทิ้งระยะประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก่อนทาสีทับในรอบถัดไป
เพียงเท่านี้ ก็จะมีผนังบ้านที่สามารถสกัดความร้อน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย